ฝึกฝนกลยุทธ์ และ เทคนิคการพูดผ่านการฟัง

กลยุทธ์ และ เทคนิคการพูดผ่านการฟัง เป็นแนวทางการสอนเฉพาะทาง ที่จะช่วยคุณและลูกน้อยที่ มีความบกพร่องทางการได้ยิน หรือหูหนวก ให้ฟังได้และพูดได้

 ครูหรือนักกระตุ้นพัฒนาการด้านการสอนการฟังเพื่อการพัฒนาภาษาพูด จะสอนกลยุทธ์ต่าง ๆ ให้คุณ โดยคุณจะนำกลยุทธ์ต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นเทคนิค และ แนวทางสอน พัฒนาเป้าหมายในการสอนลูกน้อย ด้วยตัวคุณเองตามระดับความสามารถและทักษะ ของลูกน้อยของคุณ คุณสามารถเริ่มใช้กลยุทธ์เหล่านี้ในทุก ๆ วัน ร่วมกับบุคคลในครอบครัว ให้เป็นกิจวัตร เพื่อให้ลูกน้อยกลายเป็นนักฟังที่ดี และเริ่มพูดได้

12 กลยุทธ์ในการสอนพูดผ่านการฟัง

    เรามีกลยุทธ์ 12 กลยุทธ์ที่คุณนำไปใช้ได้ในการสนทนา พูดคุยกับลูกน้อย เพื่อให้ลูกน้อยเรียนรู้ที่จะฟัง และพูด ในฐานะที่คุณคือผู้ปกครอง พ่อ แม่ คุณคือครูคนหลัก คนแรก ของลูกน้อยของคุณเอง
เราจะสร้างชื่อต่าง ๆ ที่ใช้เรียกแต่ละกลยุทธ์ เพื่อให้จำได้ง่าย ๆ แต่ครู หรือนักกระตุ้นพัฒนาการด้านการสอนฟัง เพื่อพัฒนาภาษาพูดอาจจะใช้ชื่ออื่นก็ได้ ไม่ว่าคุณจะได้ยินชื่อแบบใด จุดประสงค์การสอนนั้นเหมือนกัน นั่นคือเพื่อการช่วยให้ลูกน้อยสามารถพัฒนาการฟัง การพูด การใช้ความคิด และการพัฒนาทักษะการอ่าน

การฝึกฝนกลยุทธ์ในการสอนพูดผ่านการฟัง
 ต่อไปนี้คือคำอธิบายของกลยุทธ์ต่าง ๆ คุณสามารถ กดในแต่ละภาพ เพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในแต่ละกลยุทธ์ ว่าทำได้อย่างไร และมันคืออะไร
การฝึกฝนกลยุทธ์
1. เป็นผู้กำกับ

    การที่คุณเป็นผู้กำกับ หมายถึงคุณจงใจชี้แนะให้ลูกคุณฟัง

     ในฐานะผู้ฟังที่กำลังฝึกที่จะฟังให้เป็น ลูกน้อยของคุณยังไม่รู้จักเสียงที่เขาได้ยิน หรือไม่ทราบว่าการฟังนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เขาจึงต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเขาเพื่อให้สมองของลูกน้อยเริ่มตีความหมายจากเสียงที่ได้ยิน       กลยุทธ์นี้เปิดโอกาสให้ลูกน้อยเริ่มที่จะตระหนักต่อเสียง และเกิดความสนใจต่อเสียง รวมถึงเสียงคำพูดที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเขา สิ่งนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่าเสียงใดคือเสียงที่มีความสำคัญ

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

เรียกความสนใจจากลูกน้อยเมื่อเกิดเสียง หรือเมื่อได้ยินเสียงของบุคคลในครอบครัวพูด แล้วทำสิ่งต่อไปนี้ ก่อนที่คุณเริ่มจะพูดกับลูกน้อย
  • ชี้ไปที่หูของคุณเพื่อสร้างความสนใจ แล้วพูดว่า “ฟังค่ะลูก! (แล้วหยุดพูด) แม่ได้ยิน (แล้วหยุดพูด)“ หรือ ก่อนที่จะพูดกับลูกน้อย เรียกชื่อลูก แล้ว พูดว่า ”(ชื่อลูก) ฟังค่ะลูก! (หยุดพูด)“ แล้วเริ่มพูดกับลูก
  • หยุด แล้ว สังเกต ว่าลูกน้อยตระหนักต่อเสียงหรือไม่ หากว่าใช่ คุณสามารถช่วยให้เขารู้จักที่จะฟัง และเกิดความสนใจขึ้นได้ “ช่าย! แม่ได้ยิน (ชื่อของสิ่งของหรือบุคคลที่ทำเสียงนั้น ๆ )” หากคุณกำลังบอกอะไรเขา ให้รอจนกว่าเขาตอบสนองการที่คุณบอกให้เขา “ฟัง” ก่อนที่คุณจะเริ่มพูด
เมื่อคุณเป็นผู้กำกับ คุณกำลังพัฒนาความสนใจต่อการฟังให้ลูกน้อย
คุณจำเป็นต้องตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยการได้ยินของลูกให้ทำงานเป็นปกติในทุก ๆ วัน ส่วนนี้มีความสำคัญไม่แพ้การที่คุณต้องมั่นใจว่าลูกใส่อุปกรณ์ตลอดเวลาตื่น เนื่องจากลูกน้อยของคุณ ยังไม่สามารถบอกคุณได้ว่าอุปกรณ์ทำงานหรือไม่ คุณจึงควรตรวจสอบเทคโนโลยีในทุกวัน พร้อมกับตรวจสอบการได้ยินผ่านอุปกรณ์ร่วมด้วย อย่าลืมที่จะใช้เวลา 5 นาทีในทุก ๆ เช้า ห้านาทีนี้ บอกถึงความแตกต่างของผลลัพธ์ในความก้าวหน้าของลูกน้อย เพื่อให้ลูกน้อยมีความพร้อมที่จะฟัง และเรียนรู้ คุณทำได้เมื่อตรวจสอบ เพื่อความมั่นใจว่าอุปกรณ์ช่วยการได้ยินนั้น ได้ยินปกติ แบตเตอรี่สำรองมีครบ ให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่นี้จะอยู่กับลูกจนถึงเวลาลูกตื่นมาในตอนเช้า
2. เป็นคนคอยชี้แนะ

    พยายามชี้แนะเสียงพร้อมกับบอกชื่อเรียกของเสียงเหล่านั้น

กลยุทธ์นี้ ใช้ร่วมไปกับการ เป็นผู้กำกับ หลังจากที่คุณได้เป็นผู้กำกับ เพื่อคอยบอกกำกับให้ลูกน้อยฟัง คุณก้าวไปอีกขั้นหนึ่งข้างหน้าได้ คือระบุชื่อสิ่งของที่มาของเสียงเหล่านั้น  แล้วหยุด เพื่อสังเกตว่าลูกน้อยมีปฏิกริยาอย่างไร หลังจากนั้นแล้วคุณเรียกชื่อสิ่งของที่มาของเสียงนั้น แล้วพูดเกี่ยวกับสิ่งนั้นให้มากขึ้น  คุณกำลังเชื่อมโยงเสียงกับคำที่เราใช้เรียกสิ่งนั้นพร้อมให้ภาษาอธิบายสิ่งนั้น

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

  • ชี้แนะให้ลูกน้อย “ฟังค่ะลูก! (แล้วหยุดพูด) แม่ได้ยินเสียง (แล้วหยุดพูด) แม่ได้ยินเสียงเครื่องบิน!
  • หยุดรอ แล้ว ชี้ไปยังสิ่งของตามแหล่งที่มาของเสียงนั้น ๆ
  • หากลูกน้อยของคุณยังเล็กมาก ให้คุณเลียนแบบเสียง “อ้าาาาาา!”
  • เสร็จแล้วเพิ่มเติม ด้วยประโยคบอกเล่าแบบง่าย ๆ “เครื่องบินมันกำลังบินอยู่ บินอยู่สูงมากเลย! บินเร็วมากด้วย”
เมื่อคุณใช้กลยุทธ์ คอยชี้แนะ คุณกำลังเน้นเรื่องความสนใจในการฟัง พร้อมกับการเสริมความรู้ของภาษาพูดไปด้วย
3. ฟังก่อนที่จะได้เห็น

    คุณสามารถทำให้การฟังนั้นง่ายขึ้นโดยการควบคุมสิ่งแวดล้อม

แล้วเน้นไปที่เสียง และคำต่าง ๆ ที่คุณต้องการให้ลูกได้ยิน สิ่งนี้จะช่วยลูกน้อยของคุณได้เรียนรู้ที่จะฟัง การจำกัดเสียงรบกวนให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด เอียงตัว หรือขยับตัวเข้าใกล้ลูกน้อยให้มากขึ้น แล้วทำตัวให้เป็นแม่ดราม่า หรือพ่อดราม่า มีเทคนิคเฉพาะที่จะช่วยคุณ โดยหากตัดเสียงรบกวนไม่ได้ ให้เปลี่ยนวิธีการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อย เพื่อให้ลูกน้อยได้ยินคุณได้ชัดเจนมากขึ้น ในกิจกรรมทุก ๆ กิจกรรม หรือในกิจวัตรประจำ ๆ ให้คุณคิดถึงเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว คิดว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง เพื่อให้ลูกน้อย ได้ยินเสียงคำพูดของคุณได้ชัดเจนทุกคำ?

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

เมื่อคุณกำลังจะนำของเล่นออกมาเล่น หรือทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างร่วมกับลูกน้อย ให้ลูกได้ยินคำพูดของคุณก่อน ก่อนที่คุณจะนำของเล่นออกมา หรือลงมือกระทำในกิจกรรมต่าง ๆ  เช่น เริ่มเปิดเพลง หรือเล่นนิ้วมือ ก่อนที่จะทำการเคลื่อนไหว เมื่ออ่านนิทานให้ลูกน้อยฟัง ให้พูดคุยเกี่ยวกับหน้าถัดไปในหนังสือ ก่อนที่จะเปิดออก
  • ในขณะที่ไม่มีของเล่นในมือ ให้พูดว่า “ฟังค่ะลูก! แม่มีรถไฟ”
  • แล้วพูดเกี่ยวกับของเล่นนั้น “แม่ได้ยินเสียงรถไฟ! ปู๊น ปู๊น!”
  • ว่าแล้วคุณก็ถึงจะนำรถไฟออกมาให้ลูกเห็น แล้วพูดชื่ออีกว่า “นี่ไง รถไฟของลูก ปู๊น ปู๊น! รถไฟวิ่งเร็วมาแล้ว”
  • คุณถามลูกน้อยได้ “ลูกอยากเล่นรถไฟไหมคะ?” แล้วหยุดรอ เพื่อดูว่าลูกเอื้อมมือจะมาหยิบรถไฟไหม หากลูกเอื้อมมือจะมาหยิบรถไฟ ให้แม่พูดว่า “ใช่! ลูกอยากเล่นรถไฟ นี่ไงรถไฟ! ดันรถไฟออกไป รถไฟกำลังวิ่งแล้ว ปู๊น ปู๊น รถไฟวิ่งแล้ว”
เมื่อคุณใช้กลยุทธ์ ฟังก่อนที่จะได้เห็น คุณกำลังพัฒนาความสนใจในการฟัง เน้นย้ำทักษะการฟังของเขา พร้อมส่งเสริมความรู้ทางภาษาให้กับลูกน้อยด้วย
4. ทำให้การฟังง่ายขึ้น

    เมื่อคุณควบคุมสิ่งแวดล้อมในการฟัง การที่คุณจะเน้นเรื่องเสียง คำพูด และภาษาพูดที่ใช้กับลูกน้อยให้เขาได้ยิน เท่ากับว่าคุณช่วยทำให้การฟังนั้นง่ายขึ้น

     คุณสามารถทำให้การฟังนั้นง่ายขึ้นโดยการควบคุมสิ่งแวดล้อม แล้วเน้นไปที่เสียง และคำต่าง ๆ ที่คุณต้องการให้ลูกได้ยิน สิ่งนี้จะช่วยลูกน้อยของคุณได้เรียนรู้ที่จะฟัง การจำกัดเสียงรบกวนให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด เอียงตัว หรือขยับตัวเข้าใกล้ลูกน้อยให้มากขึ้น แล้วทำตัวให้เป็นแม่ดราม่า หรือ พ่อดราม่า       มีเทคนิคเฉพาะที่จะช่วยคุณ โดยหากตัดเสียงรบกวนไม่ได้ ให้เปลี่ยนวิธีการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อย เพื่อให้ลูกน้อยได้ยินคุณได้ชัดเจนมากขึ้น ในกิจกรรมทุก ๆ กิจกรรม หรือในกิจวัตรประจำ ๆ ให้คุณคิดถึงเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว คิดว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างเพื่อให้ลูกน้อย ได้ยินเสียงคำพูดของคุณได้ชัดเจนทุกคำ?

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

สำหรับกิจกรรมทุก ๆ กิจกรรม หรือในกิจวัตรประจำ ๆ ให้สังเกต เรียนรู้ในการฟังเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ
  • ควบคุมเสียงรบกวน มีหลายวิธีการในตัด หรือลดเสียงรบกวน เพื่อให้ลูกน้อยสามารถจดจ่อกับสิ่งที่เขาจำต้องได้ยิน
  • เปลี่ยนสิ่งที่คุณจะพูด ให้คุณพยายามเพิ่มการเน้นคำ เช่น นำคำมาขับร้อง หรือกระซิบ เพื่อให้ลูกน้อยได้ยินชัดเจนขึ้น

เมื่อคุณใช้กลยุทธ์ การทำให้การฟังง่ายขึ้น คุณกำลังพัฒนาความสนใจในการฟัง และส่งเสริมการเรียนรู้ของภาษาพูด

ทำให้การฟังนั้นง่ายขึ้น

การควบคุมเสียงรบกวน

โดยธรรมชาติแล้วนั้น บ้านคือแหล่งที่มีเสียงรบกวน คุณควรควบคุมเสียงรบกวนเหล่านั้นให้ลดลง หรือตัดออกไป เนื่องจากเสียงรบกวนจะขัดขวางความชัดเจนของเสียงที่สำคัญ เสียงคำพูด ตลอดจนภาษาของลูกน้อยของคุณ เนื่องจากลูกน้อยของคุณนั้น ยังไม่ได้พัฒนาทักษะของภาษาพูด เขาจะไม่สามารถเติมเสียง หรือคำที่ขาดหายไปให้เต็มได้ ในการที่เขาคือผู้ที่กำลังหัดฟังในขั้นเริ่มต้น ลูกน้อยของคุณต้องการสิ่งแวดล้อมที่เงียบ หรือที่ ๆ มีเสียงรบกวนน้อยที่สุด

การทำให้บ้านเงียบลง

เมื่อพูดถึงการทำบ้านเพื่อใช้ในการฝึกการใช้การฟังในการพัฒนาภาษาพูดนั้น บ้านยิ่งเงียบ จะยิ่งดี

 ออกไปเดินเล่น เดินรอบ ๆ บ้านในช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน เพื่อคอยสังเกต และฟังเสียงต่าง ๆ ค้นหาแหล่งที่มา ตำแหน่งของเสียงเหล่านั้น เพื่อให้คุณทราบได้ว่าจะจัดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรได้ 

 ความเงียบ พบกับคุณภาพของเวลา ลองพิจารณาการเปิดเครื่องล้างจาน เครื่องซักผ้า หรือใช้เครื่องดูดฝุ่นภายหลังจากเวลานอนของลูก หากงานบ้านเหล่านั้น ต้องกระทำในช่วงของการฟัง ให้ปิดประตูห้องลูกจากห้องอื่น ๆ ที่เครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังทำงาน 

 ระลึกถึงเสียงของเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนซื้อ เมื่อคุณจะซื้อเครื่องไฟฟ้ามาใช้ เช่น พัดลม เครื่องล้างจาน ให้สอบถามเรื่องเสียง หรือระดับเสียงของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดระบุความดังในขณะเครื่องทำงาน ให้เลือกค่าความดังที่ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ 

 ปิด และจดจ่อ หลีกเลี่ยงเสียงรบกวน เช่น เสียงวิทยุ หรือเสียงโทรทัศน์ ปิดเมื่อไม่ได้อยู่หน้าจอ ดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุ 

 ใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบเสียง ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่สามารถวัดค่าของเสียงรอบ ๆ ตัว ไว้ใช้ เพื่อวัดค่าของเสียงตามจุดต่าง ๆ ของบ้าน 

 ดูดซับเสียง วางชิ้นพรมบนพื้นไม้ หรือใช้หมอนอิงจัดวาง ติดตั้งผ้าม่าน แผ่นติดผนัง เพื่อช่วยดูดซับเสียงสะท้อน เสียงก้องภายในห้องของบ้าน

การเปลี่ยนวิธีการพูดของคุณ

เมื่อคุณพูดคุยกับบุคคลทั่วไป หรือบุคคลในครอบครัว คุณจะใช้เสียงในระดับการสนทนาปกติ คือไม่ดัง หรือเบาเกินไป หากลูกน้อยของคุณมีความลำบากในการได้ยิน การพูดเสียงให้ดังขึ้น ดูเหมือนว่าจะช่วย แต่จริง ๆ แล้วการพูดเสียงดัง ๆ จะทำให้การฟังนั้นลำบากมากขึ้น  วิธีที่ดีที่สุด คือการพูดในระดับเสียงปกติ ซึ่งจะเป็นระดับที่ลูกจะได้ยินดีกว่าและชัดเจนกว่า ระยะห่าง คือยิ่งมีความห่างจากหู หรืออุปกรณ์ช่วยการฟังของลูกน้อย ยิ่งเป็นการยากที่สมองของลูกน้อยจะรับข้อมูลการได้ยินอย่างครบถ้วน การอยู่ใกล้ลูกน้อยเมื่อเขายังเป็นเด็กแรกเกิดนั้นง่ายกว่า แต่หากเมื่อลูกน้อยเริ่มเจริญเติบโต เขาจะวิ่งไป มา ให้อยู่ใกล้เขาภายในระยะ 1 เมตร ในเวลาที่คุณต้องการพูดคุยกับเขา สิ่งนี้มีความสำคัญมาก เมื่อคุณกำลังอยู่ในที่ ๆ มีเสียงรบกวน

การเน้นเสียง

การเน้นเสียงหมายความถึงการเปลี่ยนวิธีการที่คุณจะเปล่งเสียง หรือเปล่งเสียงคำพูด โดยการเน้นเสียงเฉพาะในส่วนที่ลูกน้อยคุณไม่เคยได้ยินมาก่อน ภายหลังจากที่คุณทำไป แล้วลูกตอบสนอง ให้คุณส่งเสริมการเรียนรู้โดยการพูดซ้ำอีกครั้งในระดับเสียงปกติ ตัวอย่างวิธีการเน้นเสียง หรือเน้นคำ

เปลี่ยนจังหวะของคำสำคัญ (เสียงขึ้น-ลงเหมือนเสียงร้องเพลง)

ร้อง “ชื่อลูก แม่อยู่ที่นี่ (ลากเสียงนี่ อีอีอี)“

หยุดก่อนคำที่จะใช้เน้น

“ฟังแม่นะ แม่มี” (หยุด) “ชิปส์”

 

เอนตัวไปใกล้ไมโครโฟนของอุปกรณ์ลูกน้อยสำหรับคำที่จะเน้น

“ฟังแม่นะ แม่ขอ” (เอนตัว) “ฟองน้ำ”

 

พูดคำที่จะเน้นดังขึ้นเล็กน้อย โดยไม่เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวองปากให้มากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในคำที่มีเสียงเบา

“เราทานข้าวด้วยช้อนและ ส้อม”

 

ใช้ชะลอการออกเสียงในคำที่จะเน้น

“แม่เห็นชิ้นบล็อก อยู่..บน..ชั้น”

 

กระซิบข้างหูเมื่อต้องการเน้นคำที่มีเสียงเบา

“แม่จะใส่เสื้อ” ถ้าลูกยังไม่ตอบสนองให้กระซิบข้างหู

พากย์เสียงประกอบการกระทำ

เปรียบเสมือนดังการดูกีฬา คนพากย์การแข่งขันกีฬานั้นจะพูดไปพร้อม ๆ กับการละเล่นของนักกีฬา คุณก็สามารถที่จะใช้กลยุทธ์การพากย์เสียงประกอบการกระทำได้เช่นกัน

เพื่อการอธิบายประสบการณ์ของลูกน้อยของคุณเพิ่มเติม

						
5. พากย์เสียงประกอบการกระทำ

    เปรียบเสมือนดังการดูกีฬา คนภาคย์การแข่งขันกีฬานั้นจะพูดไปพร้อม ๆ กับการละเล่นของนักกีฬา คุณก็สามารถที่จะใช้กลยุทธ์การภาคย์เสียงประกอบการกระทำได้เช่นกัน เพื่อการอธิบายประสบการณ์ของลูกน้อยของคุณเพิ่มเติม

สิ่งนี้มอบโอกาสให้ลูกน้อยของคุณได้ยินคำพูดมากมาย เด็กน้อยพึงได้ยินคำพูดมากเท่าใดในขวบปีแรก ๆ ของการเติบโต? มีงานวิจัยระบุว่าเด็กน้อยที่ได้ยิน 40 ล้านคำภายในระยะเวลา 4 ปีแรกของชีวิตจะมีศักยภาพในการพัฒนาทักษะการสนทนาได้เร็วกว่า สามารถเรียนรู้การอ่านได้ตามวัย สามารถเรียนหนังสือได้ดีกว่า และได้รับโอกาสในการสื่อสารในอนาคตที่มากกว่า การใช้กลยุทธ์ภาคย์เสียงประกอบการกระทำนั้นจะช่วยให้คุณทำใกล้เคียง 40 ล้านคำภายในเวลาที่ลูกน้อยมีอายุได้ 4 ปี

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

  • พูดหรืออธิบายในสิ่งที่คุณกำลังคิด หรือกำลังทำ ● “ลูกหิวน้ำแล้ว ไปกัน เราไปหยิบโถน้ำจากตู้เย็นกัน” ● ใช้กลยุทธ์ ฟังก่อนที่จะได้เห็น แล้วพูดว่า “เปิดตู้เย็นกัน” แล้วค่อยเปิดตู้เย็น ● ภายหลังจากที่เปิดตู้เย็นแล้ว คุณพูดว่า “อุ้ย! ตู้เย็นนี้เย็นจังเลย ลูกจะดื่มอะไรดีคะ? มีน้ำส้ม มีนม มีน้ำแอ๊ปเปิ้ล ลูกจะเอาอะไรคะ?” ● หยุด และรอ “อ๋อ ลูกจะเอานม นมอร่อยมากเลย เรามาหยิบนมออกจากตู้เย็น แล้วไปหาแก้วสะอาด ๆ กัน นี่ไงแก้วสะอาด แม่กำลังรินนมใส่แก้วน้ำ ได้แล้ว นี่ค่ะ นมให้ลูกดื่มนะคะ โอ้ ลูกหิวน้ำมากเลย ดื่มนมใหญ่เลย”
  • ใช้วลี และคำสั่งที่คุ้นเคย เพื่อช่วยให้ลูกน้อยเข้าใจภาษาในกิจวัตรประจำวัน สร้างภาษาด้วยการเพิ่มคำใหม่ๆ หรือวลีใหม่ ๆ
  • ใช้เสียงพูดในระดับ และอัตราที่เป็นปกติ มีการหยุดแล้วเน้นคำที่ต้องการเน้นในประโยคที่คุณใช้ เพื่อให้ลูกน้อยมีเวลาที่จะตอบโต้ และเข้าร่วมการสนทนา
เมื่อคุณใช้กลยุทธ์ การพากย์เสียงประกอบการกระทำนั้น คุณกำลังส่งเสริมความรู้ด้านภาษา ด้วยการให้ภาษาพูดในช่วงการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อย และผู้ดูแลคนอื่นตลอดวัน กลยุทธ์นี้เรียกอีกชื่อว่า พูดถึงสิ่งที่เราจะทำ เพราะเรากำลังพูดออกเสียงมาให้กับตนเองฟัง
6. ถึงตาลูก

    เวลาคุณพูดคุยกับลูกน้อย ด้วยความคาดหวังการตอบสนองกลับจากเขา คุณกำลังใช้กลยุทธ์ ถึงตาลูก

 เป้าหมายของกลยุทธ์นี้คือเพื่อการกระตุ้นลูกน้อยให้พูดและเป็นการส่งเสริมทักษะการฟังและภาษาให้ลูกน้อย ให้กลายเป็นคู่สนทนาที่เต็มไปด้วยความสามารถ ให้คุณใช้กลยุทธ์นี้ในการสอนลูกน้อยให้รู้คิวการพูดในบทสนทนา สิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีภาษาพูดในระดับก้าวหน้า รวมไปถึงทักษะการใช้ความคิด ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการแสดงออกทางความคิดและความคิดเห็นต่าง ๆ

เมื่อคุณนำกลยุทธ์นี้มาใช้ แล้วลูกน้อยมีการตอบโต้กลับไป กลับมา ในบทสนทนา นี่คือการที่เขารู้จักคิวของเขาในการตอบโต้ไป-มา

การตอบโต้ไป-มา

การ “ตอบโต้ไป-มา” ทำให้คุณนึกถึงการเล่นเทนนิสไหม? มันเป็นเทคนิคการสื่อสารอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนาสมองในระยะแรกเริ่มของเจ้าตัวน้อย คุณสามารถที่จะใช้เทคนิคการตอบโต้ไป-มาได้ตั้งแต่ลูกในวัยทารกกำลังเริ่มออกเสียงแอะ ๆ เพื่อก้าวสู่การพูดคำแรกของเขา เมื่อลูกน้อยของคุณกำลังตอบโต้ไป-มาในการสนทนากับคุณ การเชื่อมโยงต่าง ๆ ในสมองจะเกิดขึ้น และมีความแข็งแกร่งขึ้น การเชื่อมโยงนี้มีความสำคัญสำหรับการฟัง การพัฒนาภาษาพูด และ การอ่าน

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

ให้คุณนึกภาพว่าการเสริฟเวลาเล่นเทนนิส เป็นเวลาถึงคิวของลูกคุณที่จะสื่อสารกับคุณ มันอาจจะเป็นเพียงการยิ้ม การมอง การเคลื่อนไหว เช่นการเตะขา หรือการเปล่งเสียงเพื่อให้คุณสนใจ การกระทำเหล่านี้คือการเสริฟลูกเทนนิสมาให้ โดยลูกจะมีความคาดหวังให้คุณตอบสนองกลับไป การตีลูกกลับ หรือตอบกลับลูกน้อยของคุณ จะเป็นการตอบรับความพยายามของลูกน้อย อาจจะเป็นการยิ้มหรือหัวเราะกลับ แต่การพูดตอบกลับนั้นจะยิ่งดีกว่า “ไหนคะ ลูกไม่ยิ้มให้แม่เช้านี้เหรอ?” การสื่อสารจะตอบโต้ไป-มา วิธีนี้จะทำได้ในทางกลับกันด้วย เมื่อคุณเริ่มคุยก่อน เช่น “สวัสดีค่ะลูก เช้าแล้ว ตื่นหรือยังคะ?” เพื่อให้ลูกตอบกลับด้วยรอยยิ้ม หรือการเปล่งเสียง

“เมื่อลูกน้อยวัยแรกเกิด หรือวัยเตาะแตะเริ่มออกเสียง แสดงท่าทาง หรือร้องไห้ โดยผู้ปกครองตอบสนองกลับอย่างเหมาะสม ด้วยการสบตา การใช้คำพูด หรือการกอด การเชื่อมโยงโดยธรรมชาติจะถูกสร้างขึ้น และมีความแข็งแกร่งขึ้นในสมองของเด็กน้อย เพื่อการส่งเสริมการพัฒนาการด้านการ สื่อสารและทักษะทางสังคม”

The Harvard Center on the Developing Child

จะช่วยลูกน้อยให้ตอบโต้อย่างไร

จะมีเทคนิคเฉพาะที่คุณสามารถนำมาใช้ในการช่วยให้ลูกน้อยรู้จักที่จะตอบโต้ไป-มา ทักษะการผลัดกันจะเป็นทักษะสำคัญในการนำมาใช้ เพื่อที่จะเป็นผู้ที่จะฟัง และเป็นคู่สนทนาตัวยง

 การหยุด การรอ และการเอนตัวเข้าไปใกล้

ในช่วงการทำกิจวัตรประจำวันกับลูกน้อย ให้คุณหยุดในขณะกำลังทำกิจกรม แล้วมองหน้าลูกแบบคาดหวังให้เขาตอบโต้ รอจนเขาแสดงกิริยาอาการ หรือบอกว่าให้คุณทำอะไร

  • ขณะที่กำลังจะช้อนตัวลูกมาอุ้ม ให้พูดว่า “แม่กำลังจะอุ้มลูกแล้วนะ” เสร็จแล้วรอ พร้อมมองหน้าลูกน้อยแบบคาดหวังให้เขายกแขนสองข้างขึ้น
  • ก่อนจะเปิดประตู หรือเปิดฝากล่อง หรือเปิดห่อพัสดุ ให้รอก่อนที่จะเปิด แล้วมองหน้าลูกแบบคาดหวังให้เขาพูด “เปิด” ให้คุณทำท่าดีใจ แล้วพูดซ้ำว่า “ลูกพูดว่า เปิด แม่กำลังจะเปิดตู้นะคะ เห็นมั้ย ถ้วยของลูกทั้งนั้นเลย”

 ให้ลูกมีตัวเลือก

หากว่าคุณถามคำถามลูกแล้วลูกไม่ตอบสนองใด ๆ ให้เปลี่ยนวิธีการถามใหม่ โดยการให้ตัวเลือกกับเขา

  • ”ลูกจะกินอะไรดีคะ?“ (ไม่ได้คำตอบ) ”ลูกจะกินข้าว หรือขนมปังคะ?”
  • เมื่อลูกตอบโต้กลับมา คุณสามารถทวนคำกลับไปเพื่อให้เป็นบริบทต่อเนื่องเพื่อให้ลูกได้ฟังเต็มประโยค
  • หากลูกพูดว่า ”ข้าว” คุณจะตอบโต้ว่า “อึ๋มน่ากินจังเลย! ลูกจะกินข้าว”

 การเว้นให้เติมคำสุดท้าย

การช่วยลูกน้อยให้พูดคำ หรือวลี โดยการหยุดพูดคำ หรือวลีสุดท้ายของประโยคที่เขาคุ้นเคย แล้วเอนตัวไปใกล้ ๆ มองหน้าเขาแบบคาดหวังให้เขาพูดคำที่ขาดหายไป  ใช้เสียงขึ้น เสียงลงแบบการร้องเพลง เพื่อให้เขาสนใจ การเว้นให้เติมคำสุดท้ายนั้นจะนำมาใช้ได้ดี เวลาลูกน้อยกำลังเรียนรู้ที่จะจับคำพูดมารวมกันแต่ยังนำมาใช้ไม่ได้ด้วยตนเอง

  • “หมวกของลูก ไว้ใส่บน.….”
  • “เรานั่งบนเก้าอี้ แล้วเรานอนบน……”
  • “ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือ ……”
  • “จมูกยาว ๆ เรียกว่า …..”

 คุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของวัน

ให้ใช้ประสบการณ์ของลูกโดยตรง เช่น การแต่งตัว หรือการช่วยทำอาหารกลางวัน เพื่อการฝึกซ้อมการมีบทสนทนา การผลัดกันถามและตอบกับคู่สนทนา

  • ให้ถ่ายรูปช่วงเวลาหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน นำมาให้ลูกดูรูปในช่วงหนึ่งของวัน และพูดคุยตอบโต้กันไป-มาเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นในภาพ
  • ให้ลูกพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของวันให้อีกบุคคลหนึ่งในครอบครัว หรือเพื่อนฟัง โดยใช้ภาพเป็นตัวประกอบการบอกเล่า

 การเป็นต้นแบบในการผลัดกัน

คุณสามารถแสดงให้ลูกน้อยเห็นถึงการผลัดกันพูดในบทสนทนา ด้วยการเป็นต้นแบบตัวอย่างให้ลูกดู โดยทำกับบุคคลอีกคนหนึ่งในครอบครัว หรือทำด้วยตัวเอง เมื่อมีบุคคลอื่น “(ชื่อลูก) ลูกจะกินอะไรคะ” หากไม่มีการตอบสนอง ให้ถามแม่ “แม่ แม่จะกินอะไรคะ” แม่ตอบ “แม่ขอกินพิซซ่าค่ะ” หันไปหาลูกแล้วถามลูก “แม่จะกินพิซซ่า ลูกจะกินอะไรคะ” เมื่ออยู่กับลูกสองคน “ลูกจะกินอะไรคะ?” หากไม่มีการตอบสนอง ให้คุณผลัดมาพูดแล้วเป็นต้นแบบในการตอบ “แม่จะกินพิซซ่า ลูกจะกินอะไรคะ?”

7. สร้างการฟัง ประกบเป็นแซนวิช

    เปรียบเสมือนดังการดูกีฬา คนภาคย์การแข่งขันกีฬานั้นจะพูดไปพร้อม ๆ กับการละเล่นของนักกีฬา คุณก็สามารถที่จะใช้กลยุทธ์การพาก ย์เสียงประกอบการกระทำได้เช่นกัน เพื่อการอธิบายประสบการณ์ของลูกน้อยของคุณเพิ่มเติม

สิ่งนี้มอบโอกาสให้ลูกน้อยของคุณได้ยินคำพูดมากมาย เด็กน้อยพึงได้ยินคำพูดมากเท่าใดในขวบปีแรก ๆ ของการเติบโต? มีงานวิจัยระบุว่าเด็กน้อยที่ได้ยิน 40 ล้านคำภายในระยะเวลา 4 ปีแรกของชีวิตจะมีศักยภาพในการพัฒนาทักษะการสนทนาได้เร็วกว่า สามารถเรียนรู้การอ่านได้ตามวัย สามารถเรียนหนังสือได้ดีกว่า และได้รับโอกาสในการสื่อสารในอนาคตที่มากกว่า การใช้กลยุทธ์ภาคย์เสียงประกอบการกระทำนั้นจะช่วยให้คุณทำใกล้เคียง 40 ล้านคำภายในเวลาที่ลูกน้อยมีอายุได้ 4 ปี

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

  • พูดหรืออธิบายในสิ่งที่คุณกำลังคิด หรือ กำลังทำ ● “ลูกหิวน้ำแล้ว ไปกัน เราไปหยิบโถน้ำจากตู้เย็นกัน” ● ใช้กลยุทธ์ ฟังก่อนที่จะได้เห็น แล้วพูดว่า “เปิดตู้เย็นกัน” แล้วค่อยเปิดตู้เย็น ● ภายหลังจากที่เปิดตู้เย็นแล้ว คุณพูดว่า “อุ้ย! ตู้เย็นนี้เย็นจังเลย ลูกจะดื่มอะไรดีคะ? มีน้ำส้ม มีนม มีน้ำแอ๊ปเปิ้ล ลูกจะเอาอะไรคะ?” ● หยุด และ รอ “อ๋อ ลูกจะเอานม นมอร่อยมากเลย เรามาหยิบนมออกจากตู้เย็น แล้วไปหาแก้วสะอาด ๆ กัน นี่ไงแก้วสะอาด แม่กำลังรินนมใส่แก้วน้า ได้แล้ว นี่ค่ะ นมให้ลูกดื่มนะคะ โอ้ ลูกหิวน้ำมากเลย ดื่มนมใหญ่เลย”
  • ใช้วลี และคำสั่งที่คุ้นเคย เพื่อช่วยให้ลูกน้อยเข้าใจภาษาในกิจวัตรประจำวัน สร้างภาษาด้วยการเพิ่มคำใหม่ ๆ หรือวลีใหม่ ๆ
  • ใช้เสียงพูดในระดับ และอัตราที่เป็นปกติ มีการหยุดแล้ว เน้นคำที่ต้องการเน้นในประโยคที่คุณใช้ เพื่อให้ลูกน้อยมีเวลาที่จะตอบโต้ และเข้าร่วมการสนทนา
เมื่อคุณใช้กลยุทธ์ การภาคย์เสียงประกอบการกระทำนั้น คุณกำลังส่งเสริมความรู้ด้านภาษา ด้วยการให้ภาษาพูดในช่วงการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อย และผู้ดูแลคนอื่นตลอดวัน กลยุทธ์นี้เรียกอีกชื่อว่า พูดถึงสิ่งที่เราจะทำ เพราะเรากำลังพูดออกเสียงมาให้กับตนเองฟัง
8. แกล้งทำผิด

เมื่อคุณพยายามจะทำผิดเพื่อให้เกิดอาการประหลาดใจ หรือทำสิ่งที่ลูกน้อยไม่คาดคิดมาก่อน คุณกำลังใช้กลยุทธ์การแกล้งทำผิด

คุณจะใช้กลยุทธ์นี้ในช่วงการทำกิจวัตรประจำวัน ในช่วงเวลาเล่น หรือในช่วงเวลาการอ่านนิทาน มันเป็นกลยุทธ์ที่มีลูกเล่นเล็กน้อย และใช้การแสดงออกทางอารมณ์มากมาย แต่มันคือการเรียนรู้ทางภาษา เริ่มต้นสร้างความประหลาดใจในช่วงกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ลูกน้อยได้ฝึกการแสดงความต้องการ และการตั้งคำถาม ใช้คำศัพท์ แก้ไขปัญหา และใช้การพูด รอให้ลูกน้อยได้สังเกตเห็นความผิดปกติ แล้วคอยดูว่าบทสนทนาใดจะเกิดขึ้นตามมาบ้าง

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

กิจวัตรการเลือกเสื้อผ้า ให้ลูกเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ในวันรุ่งขึ้น นำมาวางเข้าชุดตามที่ลูกเลือก ตั้งแต่เสื้อ กางเกง รองเท้า ถุงเท้า ฯลฯ พอลูกไม่ได้สนใจจุดนี้แล้ว คุณแกล้งเปลี่ยนของ ในตอนเช้า ลูกจะพบกางเกงแม่มาวางคู่กับเสื้อของเขา! หรือมีรองเท้าข้างเดียว แต่มีถุงเท้าสามชิ้น ดูว่าเขาจะพูดว่าอะไร กิจวัตรในมื้ออาหาร ตรงที่นั่งของลูก วางอะไรให้ขาดหายไปที่เป็นส่วนสำคัญสำหรับมื้ออาหารนั้น ได้แก่ ช้อน พออาหารลงจานพร้อมแล้ว รอว่าลูกจะขอช้อนไหม  หรือให้ช้อนอันโตผิดขนาด แล้วดูว่าลูกจะทำอย่างไร  กิจวัตรการอ่านนิทาน เลือกหนังสือที่ลูกคุ้นเคย โดยเฉพาะหนังลือที่เขารู้จักคำต่าง ๆ ในนั้นได้ดี ในขณะที่คุณกำลังอ่านออกเสียง ให้คุณแกล้งอ่านผิด ”หนอนมันกินแอปเปิ้ลไปลูกหนึ่งแล้ว แต่มันก็ยัง กระหายน้ำ อยู่“ ให้สังเกตว่าลูกรู้หรือไม่ว่าคุณใช้คำพูดผิด?

เมื่อคุณสร้างการสับสนในกิจวัตรประจำ ๆ ลูกสังเกตเห็นหรือไม่? เขามีปฏิกิริยาอย่างไร? ภาษาที่เขาใช้นั้นมีอะไรบ้าง? เมื่อคุณ แกล้งทำผิด คุณกำลังช่วยลูกคุณพัฒนาความคิด และทักษะการใช้ภาษาพูด เพื่อการกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง

พาเขาไปให้ไกลขึ้น

คุณสามารถใช้กลยุทธ์นี้เมื่อเล่าเรื่องราวที่พบเห็นมาให้ลูกฟัง

  • ทำเรื่องให้ดราม่าและแสดงออกให้มากเวลาเล่าเรื่อง “ลูกจะไม่เชื่อเลยว่าแม่ไปได้ยินเรื่องอะไรมา! แม่ได้ยินแล้ว มันดูวุ่นวายมาก แล้วตอบจบนะมันก็มีเรื่องให้ประหลาดใจอีกด้วย!”
  • หยุด แล้วรอให้ลูกถามว่า “อะไร มันเกิดอะไรขึ้น?”
  • คุณจะเพิ่มรายละเอียดและคำชี้แนะลงไป “คืองี้ มีสัตว์ที่อาศัยอยู่นอกบ้านนะ วิ่งเข้าไปในบ้านคนนึง! มันเป็นสัตว์ที่มีหางฟู ๆ ชอบวิ่งขึ้น ลงต้นไม้ ชอบเก็บเมล็ดต่าง ๆ ของต้นไม้ มันวิ่งขึ้นไปที่ห้องชั้นบนของบ้านคนนี้! ลูกรู้ไหมว่าสัตว์นี้มันคืออะไร?”
  • รอให้ลูกเดาคำตอบ “มันคือกระรอกไหมครับ?”
  • คุณเล่าเรื่องต่อ เพิ่มความน่าสงสัยให้เข้มข้นขึ้นอีก “กระรอกนี้มันขึ้นไปบนบ้านชั้นบนนะ แล้วมันสร้างปัญหาใหญ่โตมากเลย”
  • หยุด และรอให้ลูกถามต่อ “ปัญหาอะไรครับ?”
  • คุณก็จะคุยฟุ้งสร้างเรื่องราวไป โดยจบการเล่าเรื่องด้วยการทวนเรื่องราวตามขั้นตอนอีกรอบ
9. เพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้
     เพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ หมายถึงคุณจะตอบกลับลูกคุณโดยใช้คำพูดให้ยาวขึ้น โดยการทำเป็นตัวอย่าง ด้วยการใช้ความยาวของคำ ตามที่ผู้ใหญ่ใช้ เพิ่มคำลงไปในสิ่งที่ลูกพูด หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเสริมไปในหัวข้อการสนทนา
     เมื่อคุณทำเช่นนี้ คุณกำลังสอนลูกคำศัพท์ใหม่ ๆ การใช้คำพูดในประโยคที่ซับซ้อนมากขึ้น และการเรียนรู้ รวมถึงการใช้ความคิดเกี่ยวกับข้อมูลใหม่ ๆ ที่ได้รับ ต่อไปนี้คือวิธีการ 3 วิธีง่าย ๆ  ในการนำกลยุทธ์นี้มาใช้
  1. เป็นต้นแบบ หรือพูดออกมาเป็นประโยคเต็มรูปแบบ หรือประโยคคำถามเต็มรูปแบบ จะช่วยให้ลูกผูกประโยคได้ดีขึ้น หรือสร้างประโยคคำถามได้ดีขึ้น
  2. ขยายคำศัพท์ของเขาด้วยการใช้คำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน
  3. กระตุ้นความคิดของเขาด้วยการซักถาม หรือบอกเรื่องราวเพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่ ๆ เป็นการขยายข้อมูลจากสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่ การเชื่อมโยงสิ่งที่เขาคุ้นเคยกับสิ่งใหม่ ๆ จะช่วยให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้มากขึ้น

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

  • หากลูกน้อยพูดว่า “บอล” คุณจะขยายคำให้ยาวขึ้น แล้วพูดว่า “ใช่ ลูกมีบอลลูกใหญ่มาก กลิ้งไป กลิ้งมาได้” เมื่อลูกคุณโตขึ้นมาอีกนิด พูดว่า “หนูอยากได้ลูกบอลอันนั้น” คุณจะเพิ่มคำลงไป เพื่อขยายให้ความยาวของคำนั้นเพิ่มขึ้น โดยพูดว่า “ลูกพูดได้นะว่า หนูอยากได้ลูกบอลอันใหญ่ สีแดงอันนี้” แล้วหยุด มองลูกแบบมีความคาดหวังให้ลูกพูดคำยาว ๆ ออกมาว่า “หนูอยากได้ลูกบอลอันใหญ่ สีแดงอันนี้”
  • ขยายคำศัพท์ให้กับลูกโดยการใช้วลีที่ให้ความหมายเดียวกัน หากลูกพูดว่า “บ้ายบาย” คุณสามารถตอบกลับได้ว่า “แล้วพบกัน” หรือ “ขอกลับก่อน” หากลูกพูดว่า “หนูเห็นแมลงตัวใหญ่” คุณจะพูดว่า “ใช่ แมลงตัวยักษ์มาก – มันคือตั๊กแตน แต่ตั๊กแตนตัวนี้ใหญ่มหึมามาก ตั๊กแตนชอบกระโดด”
  • หากคุณชอบพูดคุยเกี่ยวกับต้นไม้และการปีน คุณสามารถขยายหัวข้อโดยการเล่าประสบการณ์ส่วนตัวของคุณเอง “มีครั้งนึงตอนแม่ยังเล็ก แม่ปีนต้นไม้ที่สูงมาก แล้วแม่ตกลงมา แม่แขนหักเลย” พูดคุยกับลูกมาก ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวของคุณ รวมถึงความรู้สึก หรือเชื่อมโยงกับเรื่องในครั้งที่ลูกคุณบาดเจ็บ
เมื่อคุณใช้กลยุทธ์ เพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คุณกำลังสร้างความคาดหวังให้สูงขึ้น พร้อมกับการส่งเสริมความเข้าใจในภาษาของลูกคุณ คุณยังได้ส่งเสริมทักษะการมีอิสระทางความคิดให้กับลูกอีกด้วย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกกลายเป็นคู่สนทนาที่เยี่ยมยอดได้อีกด้วย
10. มันเป็นเรื่องของลูกทั้งหมด

มันเป็นเรื่องของลูกทั้งหมด เมื่อเราพูดว่า “มันเป็นเรื่องของหนูทั้งหมด” เรากำลังหมายถึงลูกของคุณ ให้ใช้กลยุทธ์นี้ เพื่อทำให้การเล่าเรื่องราว และในช่วงการเล่นเป็นช่วงของเขา

เด็ก ๆ มักขะชอบมากเมื่อหัวข้อในการสนทนานั้นเกี่ยวกับตัวเขา สิ่งนี้จะทำให้เขาเกิดความสนใจ นอกจากนั้น มันยังทำให้บทสนทนาสนุกขึ้นอีกด้วย คุณสามารถใช้ชื่อเขา หรือชื่อบุคคลในครอบครัว ในบทเพลง หรือในเรื่องราว คุณยังสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ในอดีตของลูกคุณกับสิ่งที่เขากำลังเล่นอยู่ หรือสิ่งที่เขาทำที่โรงเรียน หรือสิ่งที่เขากำลังอ่านอยู่ การกระทำนี้จะเป็นการเตือนความคิดของเขา ช่วยด้านความจำ และยังเปิดโอกาสให้เขาพูดเกี่ยวกับตัวเอง กับสิ่งที่เคยทำในอดีตมาแล้วด้วย

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

  • อ่านหนังสือของ บิล มาร์ติน “บราวน์แบร์ บราวน์แบร์ เธอเห็นอะไร?” แล้วคุณเปลี่ยนชื่อให้กลายเป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น
    • อ่าน “บราวน์แบร์ บราวน์แบร์ เธอเห็นอะไร?” ฉันเห็นกบสีเขียวกำลังมองฉัน
    • ลอง “ข้าวสวย ข้าวสวย หนูเห็นอะไร? หนูเห็นคุณยายกำลังมองหนู คุณยาย คุณยาย คุณยายเห็นอะไร? ยายเห็นป่าป๊ากำลังมองยาย”
  • เมื่อคุณกำลังเล่นบทบาทสมมุติ ให้ใช้ชื่อของคนที่ลูกรู้จักและชื่อตุ๊กตาที่ลูกชอบเข้ามาอยู่ในบริบท
    • หากคุณมีบทบาทสมมุติเรื่องการปิ๊กนิ๊ค คุณอาจจะพูดว่า “แม่มีจาน ลูกก็มีจาน เราเอาอีกจานไปให้ออโต้ด้วย เอาจาน เอาช้อนให้ออโต้ แล้วอันนี้คือจานของฟ้าใส ฟ้าใสต้องการจะกินด้วย”
  • เชื่อมโยงประสบการณ์ในอดีตเข้าไปในการอ่านที่คุณกำลังอ่านด้วยกันกับลูก
    • เมื่อกำลังอ่านนิทานเกี่ยวกับสวนสัตว์ คุณพูดว่า “แม่เห็นนกยูง! จำได้ไหมคะ ว่าเราเคยเห็นนกยูงที่สวนสัตว์? นกยูงมันกางหางออกมากลายเป็นใบพัดมีขน ขนาดใหญ่! ลูกชอบขนสวย ๆ ของมัน”
เวลาคุณนำกลยุทธ์ มันเป็นเรื่องของลูกทั้งหมดมาใช้ คุณกำลังเตรียมลูกให้พูดมากขึ้นเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขากับบุคคลอื่นพร้อมไปกับการมีส่วนร่วมในการสนทนา
11. ช่วยลูกแต่อย่าบอกลูก

ช่วยลูกแต่อย่าบอกลูก หมายความว่าคุณจะแนะให้ลูก เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความคิด และนำเหตุผลมาใช้ เพื่อที่จะสร้างทักษะการฟัง และการใช้ภาษาได้มากยิ่งขึ้น

ในบางครั้ง วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้คือการลงมือกระทำเอง แทนที่จะบอกให้ปฏิบัติตาม คุณเพียงชี้แนะให้กับลูก วิธีนี้จะช่วยให้เขาได้ใช้ความคิด นำความคิดมาแก้ปัญหาเพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

ในกลยุทธ์นี้ คุณเพียงให้ตัวชี้แนะที่หลากหลาย หรือให้ข้อมูล ตัวอย่างเช่น:

  • แนะกลุ่ม หรือประเภทของสิ่งนั้น
  • แนะคำที่คล้องจอง
  • แนะนำอะไรที่เป็นสิ่งตรงกันข้าม
  • แนะโดยใช้คำอธิบายของสิ่งนั้น
เป้าหมายคือการส่งเสริมทักษะการฟัง การใช้ความคิดเพื่อให้ลูกได้นำข้อมูลแต่ละชิ้น เท่าที่เขารู้ มาประติดประต่อกัน ทั้งนี้ เขาจะสามารถขยายความยาวของการใช้ภาษาพร้อมกับเสริมสร้างความรู้ทางการใช้ภาษาอีกด้วย

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

  • แนะกลุ่ม หรือประเภทของสิ่งนั้นพร้อมคำอธิบาย แล้วขอให้ลูกตอบ
    • “สิ่งนี้คือสัตว์ที่เราเลี้ยงไว้ในฟาร์ม ผลิตน้ำนมได้ มีเขาด้วย ลูกคิดว่าสัตว์นี้คืออะไร?”
    • หากลูกยังไม่สามารถคาดเดาได้ ให้ลองอีกครั้ง โดยให้ตัวแนะที่แตกต่างจากตัวแรก ให้ตัวแนะที่ลูกรู้ “มันร้องเสียง มู ”
  • แนะคำคล้องจอง หรือ คำตรงกันข้าม เพื่อเป็นตัวช่วยให้ลูกเดาได้
    • “โอ้ สัตว์ตัวนี้ คำที่เรียกคล้ายกับคำว่า หู ออกเสียง /ม/ ลูกรู้ไหมว่าสัตว์นี้คืออะไร?”
  • ให้ตัวอย่างจากสิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกัน
    • “ฟังค่ะ แอปเปิ้ล กล้วย ส้ม อยู่ในกลุ่มสิ่งของประเภทใด?”
    • หากลูกยังเดาไม่ออก ช่วยมีตัวเลือกเพิ่มเติมให้กับเขา “มันคือกลุ่มของสัตว์ หรือ ว่ากลุ่มของผลไม้?”
เมื่อคุณใช้กลยุทธ์ ช่วยลูกแต่อย่าบอกลูก คุณกำลังสร้างความมั่นใจให้กับลูกในเรื่องของทักษะการฟังและการใช้ภาษา วิธีนี้ยังช่วยส่งเสริมการใช้ความคิดด้วยตนเองอีกด้วย
12. ลูกได้ยินอะไร?

กลยุทธ์ลูกได้ยินอะไร หมายความว่า ให้คุณถามลูกน้อยว่าลูกได้ยินอะไร แทนการพูดซ้ำ

ส่งเสริมให้ลูกเป็นผู้ฟังที่ดีขึ้น พร้อม ๆ กับการเสริมความมั่นใจในการทักษะการได้ยินของเขา หากลูกคุณไม่มั่นใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดหรือดูว่าจะไม่เข้าใจเลย เขาอาจจะถาม “ห๊ะ?” หรือตอบว่า “อะไรนะ?” ให้คุณถามเขาว่า “ลูกได้ยินอะไร?” ส่วนใหญ่แล้ว ลูกคุณจะได้ยินบางส่วนของข้อความ การที่คุณถามเขา คุณจะได้ทราบว่าข้อมูลใดที่ควรจะพูดซ้ำ หรือลูกอาจจะนึกได้ด้วยตนเองว่าสิ่งที่ได้ยินคืออะไร การใช้กลยุทธ์นี้ จะช่วยส่งเสริมให้ลูกของคุณตั้งใจฟังตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อมีผู้อื่นมาพูดคุย หรือถามคำถาม ลูกคุณจะเกิดความมั่นใจในความสามารถในการฟังของเขา คุณจะได้เรียนรู้พฤติกรรมการฟังของเขาเพื่อมาแลกเปลี่ยนให้กับครู หรือนักกระตุ้นพัฒนาการฝึกพูดผ่านทักษะการฟังอีกด้วย

รูปแบบการสอนนั้นเป็นอย่างไร?

    • เมื่อคุณถาม “ลูกอยากไปทานมื้อกลางวันที่ไหนดี?” แล้วลูกตอบกลับมาว่า “ห๊ะ?”
    • อย่าพึ่งทวนคำถามซ้ำโดยอัตโนมัติ แต่ให้ถามกลับว่า “ลูกได้ยินอะไร?”
    • ลูกอาจจะตอบมาโดยถามกลับ “มื้อกลางวันเหรอ?” คุณจะส่งเสริมเขาได้ด้วยการพูดว่า “ฟังดีมากค่ะ! แม่ถามว่า ลูกอยากไปทานมื้อกลางวันที่ไหนดี?“
    เมื่อคุณใช้กลยุทธ์ ลูกได้ยินอะไร คุณกำลังช่วยให้มีความมั่นใจในการฟัง การพูด และการคิดมากขึ้น เมื่อลูกได้มีความรู้ทางภาษาเพิ่มมากขึ้น เขาจะเริ่มที่จะเติมคำลงไปในประโยคที่มีคนพูดกับเขา ใช้คำแนะในบริบทนั้น ถามคำถามเฉพาะที่จะได้รับคำแจกแจงในสิ่งที่เขาได้ยิน

กลยุทธ์นี้จะช่วยลูกคุณ

 เรียนรู้ที่จะมั่นใจในการทักษะการฟังของตนเอง และไม่ถาม ”ห๊ะ?” หรือ “อะไรนะ?” ตลอดเวลา

พัฒนาทักษะความเป็นตัวเอง โดยการถามคำถามเฉพาะในข้อมูลที่เขาพลาดไป

  เรียนรู้ที่จะตั้งใจฟังตั้งแต่ประโยคแรกที่มีคนมาพูดด้วย